[Speed Paint] วิธีลงสีผม SAI
posted on 24 Aug 2011 02:55 by i-amily in Howtoส่วนพู่กันใช้ pen ธรรมดานะคะ ปรับค่าDes หนักเบาเอา
ส่วนตัวไม่ถนัดลงสีผมเลย -*- (งานนี้มั่วมาก..)
ฮาวทูนี้เลยลงแบบเวอชั่นง่ายๆนะคะ
สามารถฝึกไปพัฒนาต่อได้ ;w;!




เปิดตาตรึงใจกับ”คุกหรูฮัลเด้น”สถานที่คุมขัง”ยมทูตคลั่งนอร์เวย์” -เรือนจำแสนศิวิไลซ์ของโลก

เหตุการณ์ สังหารหมู่จากน้ำมือของนายแอนเดอร์ส เบห์ริง เบรวิก หนุ่มคลั่งลัทธิขวาสุดโต่ง สร้างความช๊อกตะลึงไปทั่วโลก เนื่องจากเป็นเหตุโศกนาฎกรรมครั้่งประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกของ แผ่นดินซึ่งมีภาพลักษณ์สุดสงบ ทั้งการเป็นนักพิทักษ์และสนับสนุนสันติภาพระดับหัวแถวของโลก เช่น การเป็นเจ้าภาพมอบรางวัลโนเบลสันติภาพ หรือแม้แต่การเป็นเจ้าภาพสนับสนุนสันติภาพของประเทศคู่ขัดแย้งของโลก ในหลายครั้งหลายครา

ปฎิ บัติการโหดของ”มนุษย์ คลั่ง”เพียงคนเดียว จึงทำให้หลายคนเสียใจกับนอร์เวย์ที่ต้องถูกบันทึกว่าเป็นประเทศที่ต้องตก เป็นเหยื่อความรุนแรงชนิดเขย่าขวัญระดับโลก อย่าง”โชคร้าย”และ”ไม่ควรจะเป็น”

ที่่ ผ่านมาหลายคนอาจรู้ว่า สำหรับนอร์เวย์แล้ว คือประเทศในฝันสำหรับใครหลายๆ คน แต่ที่น่าทึ่งกว่านั้นก็คือ แม้แต่ระบบเรือนจำใหญ่ ก็ยังถูกสร้างด้วยพื้นฐานความเป็นศิวิไลซ์อย่างสูง
โดย เฉพาะ”ฮัลเด้น เฟ็งเซล” หรือเรือนจำ “ฮัลเด้น”ที่เชื่อว่าจะเป็นเรือนจำสำหรับนายแอนเดอร์ส เบห์ริง เบรวิก เจ้าของฉายา”ยมทูตมือสังหารหมู่ 76 ศพ”

เรือนจำแห่งนี้แตกต่างจากเรือนจำที่อื่น ๆ ในโลกอย่างสิ้นเชิง เพราะถือว่าเป็นเรือนจำที่มีความศิวิไลซ์สูงอย่างยิ่ง
โดย เรือนจำหรู ฮัลเด้น ของนอร์เวย์ ถูกออกแบบโดยสถาปนิกชื่ออิริก โมลเล่อร์ สร้างด้วยงบประมาณมูลค่า 165 ล้านยูโร(ราว7,095 ล้านบาท) มีนักโทษประเดิมคนแรกเมื่อวันที่ 1 มี.ค.ปีที่แล้ว และมีกษัตริย์ฮารัลด์ ที่ 5 ทรงเปิดพิธี ปัจจุบัน มีนักโทษ 252 คน ถูกใช้เป็นสถานที่คุมขังคนร้ายก่อคดีอาญาขั้นรุนแรงที่สุดของประเทศ เช่น ฆาตกร หรือนักข่มขืน มีพื้นที่ 75 เอเคอร์ ตั้งอยู่นอกกรุงออสโลเมืองหลวง

โดย ห้องขังถูกสร้างอย่างประณีตจนคล้าย ห้องทำงานก็ว่าได้ เพราะสร้างด้วยเฟอร์นิเจอร์หรูยี่ห้อ IKEA นอกจากนี้ ภายในเรือนจำ เต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย เช่น ทีวีจอแบนในห้องนักโทษ,มีตู้เย็น,หน้าต่างห้องนักโทษไม่ได้เป็นซี่กรง หากแต่เป็นกระจกที่ให้เปิดโอกาสให้นักโทษได้รับแสงแดดอย่างเต็มที่,มีห้อง นักเล่นสำหรับห้องขังทุก ๆ 10-12 ห้อง,มีครัวพร้อมเสียงเพลง มีห้องสมุดสุดโอ่อ่า มีงานศิลป์ถูกโชว์ในเรือนจำ ด้วยงบประมาณ 7.6 แสนยูโร

นอกจากนี้ ครึ่งหนึ่งของเจ้าหน้าที่สัสดี ยังเป็นผู้หญิงและไม่มีการติดอาวุธ เพราะเชื่อว่าจะสร้างบรรยากาศผ่อนคลายให้นักโทษ
ไม่ เพียงเท่านั้น เรือนจำแห่งนี้ ยังเปิดหลักสูตรโรงเรียนชั้นสูงให้แก่นักโทษ ด้วยวิชาความรู้หลากหลาย เช่น ไอที วิทยาศาสตร์ การให้บริการ ศิลปะ งานกีฬา และกีฬาอีกหลายประเภท
ใน การประกาศแถลงการเปิดเรือนจำ ฮัลเด้น เมื่อปีที่แล้ว นายอาเร่ ฮอยเด้น หัวหน้าสัสดี ประกาศด้วยความเชื่อมั่นว่า ด้วยระบบเรือนจำของนอร์เวย์ ประเทศนี้มุ่งเน้นเรื่องการยอมรับในความเป็นมนุษย์ และสิทธิมนุษยชน นอร์เวย์ต้องการมอบชีวิตใหม่ให้นักโทษ มอบความเชื่อมั่นให้คนเหล่านี้ ผ่านการศึกษา และการทำงานฝึกอาชีพ และให้พวกเขาออกจากคุกด้วยการเป็น”บุคคลที่ดีขึ้น”
อาจ ไม่แปลกที่เรือนจำโฮลเด้นถูกสร้างด้วยความเป็น ศิวิไลซ์ยิ่ง เพราะที่ผ่านมา ระบบเรือนจำของประเทศนี้ ดำเนินไปอย่างประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนพฤติกรรมนักโทษ เพราะมีเพียง 20% ของคนที่เคยถูกจำคุก จะเดินกลับเข้ามาในเรือนจำอีกครั้ง ซึ่งแตกต่างจากประเทศที่มีระบบคุกเข้มโหดอย่างอังกฤษ ที่มีนักโทษเดินกลับเข้าคุกถึง 50 %
และแม้จะเกิดเหตุร้าย เขย่าปท.แต่สำหรับชาวนอร์เวย์แล้ว ว่ากันว่า พวกเขายังคงเชื่อมั่นในความเป็นพลเมืองที่มีจิตใจศิวิไลซ์ ที่เป็นภาพลักษณ์อันโดดเด่นของประเทศ โดยเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ชาวนอร์เวย์กว่า 150,000 คน ได้ชุมนุมกันในกรุงออสโล เพื่อแสดงการไว้อาลัยแก่เหยื่อผู้เสียชีวิต 76 ราย จากเหตุการณ์วางระเบิดสำนักนายกฯ และเหตุการณ์สังหารหมู่ที่เกาะอูโทย่า
นัก วิเคราะห์บอกว่า การชุมนุมดังกล่าว ยังเป็นการแสดงพลังว่า นอร์เวย์จะยังคงยืนหยัดในการเชื่อมั่นในศรัทธาของการเป็นสังคมสงบสุขและ ศิวิไลซ์ต่อไป แม้ว่าครั้งหนึ่ง จะเกิดเหตุการณ์คนร้ายทมิฬโผล่ขึ้นมาในสังคม และสร้าง”ฝันร้าย”ให้แก่คนทั่วประเทศก็ตาม
==============
บทที่ 1
หนี
ภายในคุกใต้ดินมืดสนิท มีเพียงแสงมัวๆตามจุดที่มีคบเพลิงแขวนอยู่เท่านั้น ผนังคุกเป็นหินแข็งเก่าๆ มีเศษฝุ่น ใยแมงมุมเกาะเกรอะกรังไปทั่ว แสดงให้เห็นว่ามันไม่ได้ถูกทำความสะอาดเลย ไหนจะพวกหนูตัวโตที่เพ่นพ่านไปมา หรือแมลงเล็กๆไปจนถึงน่าขยะแขยงบนพื้นหินแข็งกระด้างและเย็นชืด อีกทั้งกลิ่นสาปเหม็นๆอับๆ ไม่มีแสงภายนอกเล็ดรอดเข้ามา กระแสลมพัดสักนิดพอระบายอากาศความอับออกไปบ้างก็ไม่มี มีเพียงบรรยากาศเงียบๆชวนขนลุกเท่านั้นที่อยู่รอบตัว จนน่าขบคิดว่า มีใครเสียชีวิต ณ คุกใต้ดินแห่งนี้มาแล้วกี่ราย
“อือ...” เสียงเด็กน้อยงัวเงียได้สติหลังจากหลับไปเนิ่นนาน โดยไม่รู้สึกถึงชะตากรรมของตนเอง เปลือกตาค่อยๆเปิดขึ้นและต้องหรี่ลงเมื่อแสงไฟจากคบเพลิงที่แขวนอยู่ไม่ไกลจากตัวสาดส่องเข้าปะทะกับดวงตาสีเพลิง
“รู้สึกตัวแล้วหรือ...”
“ลูเซียส?” เด็กน้อยลุกขึ้น หัวสมองยังปวดระบมอยู่ ทำให้เขาต้องยกมือขึ้นมากุมเอาไว้ เด็กหนุ่มผมสีเงินอีกคนดูท่าทางคงได้สติมาก่อนแล้ว เขานั้งอยู่มุมห้อง หลังติดกำแพง เบื้องหน้าเป็นลูกกรงเหล็กสนิมเขรอะ
“ที่นี่ ที่ไหนกัน...”
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน...คงเป็นคุกอะไรสักอย่างแน่ๆ แต่เรามาอยู่ในนี้ได้ยังไง” ลูเซียสตอบอย่างไม่แน่ใจ “นายจำเรื่องก่อนหน้านี้ได้รึเปล่า ก่อนที่เราจะมาอยู่ในที่อับๆอย่างนี้ ชุมุระ” เด็กน้อยทั้งสองครุ่นคิด แต่คำตอบของทั้งสองคือความว่างเปล่า...ทั้งสองพยายามนึกย้อนไปอีกครั้ง
“ครั้งสุดท้าย เราสองคนหนีออกจากกองเพลิงแล้ว...” ลูเซียสเอ่ยอย่างครุ่นคิด
“แล้วเราก็วิ่งเพื่อไปช่วยอลิซาเบธ...แล้วจากนั้น...อื้อ!” ชุมุระที่ช่วยลูเซียสขบคิดนึกย้อนไปก็พลันปวดหัวจี๊ดขึ้นมา ร่างกายเขาอาจเหนื่อยกับเหตุการณ์เพลิงไหม้และการนึกถึงความทรงจำส่วนนั้นไม่ออก
“แย่จริง ฉันนึกออกแค่นี้ นายไม่เป็นไรนะ?” ลูเซียสเอ่ยถามอย่างเป็นห่วงเมื่อเห็นอาการของชุมุระ
“ไม่ ไม่เป็นไร ท่านอลิซาเบธ กับท่านหญิงและท่านชายจะเป็นยังไงบ้าง”
“ฉันก็หวังว่าพวกเขาจะปลอดภัย...” ลูเซียสเอ่ยด้วยน้ำเสียงและแววตาหม่นหมอง เช่นเดียวกับชุมุระ พวกเขาจำอะไรไม่ได้เลย รวมทั้งการได้มาอยู่ที่นี่อย่างไม่รู้ที่มาที่ไป...
เด็กทั้งสองคนนี้เป็นเพื่อนสนิทกันมาแต่ช้านานนัก นับตั้งแต่พวกเขาถูกอุปการะมาเลี้ยงดูเป็นคนรับใช้ให้กับตระกูลใหญ่ ลูเซียส เด็กหนุ่มผมสีเงินอายุสิบสามปี ถูกอุปการะมาจากที่ที่ห่างไกล ผมสีเงินของเขาดูแปลกตาและหาได้ยากยิ่ง นั้นทำให้เขากลายเป็นตัวประหลาดในถิ่นเกิด เขาพบเจอกับเหตุการณ์ร้ายๆมาตลอด เพียงเพราะเขามีเรือนผมแปลกตา...แต่ด้วยความนิสัยที่อ่อนโยน เขาจึงไม่เคยหมดความหวัง จนได้มาพบเจอคนดีๆอย่างตระกูลเอเทนอฟ เช่นเดียวกับ ชุมุระ เดิมเป็นเด็กจากถิ่นตะวันออก ด้วยสงครามโลกครั้งที่สอง ทำให้ครอบครัวเขาต้องเสียชีวิตไปหมด แต่อย่างน้อยชีวิตก็พอมีความหวังอยู่บ้าง ตระกูลเอเทนอฟนำเขากลับมาอุปการะไว้และต้องมาใช้ชีวิตอยู่ที่แถบตะวันตก เด็กน้อยอายุอ่อนกว่าลูเซียสสามปี เรือนผมดำขลับแววตาสีเพลิงแข็งและไร้แวว ดูเป็นเด็กเก็บกด เขาเป็นเหมือนกับน้ำแข็ง แต่ลูเซียสเหมือนดั่งพระอาทิตย์ น่าแปลกที่เขากลับเข้าใจลูเซียสได้มากกว่าใครๆ ลูเซียสเองก็เข้าใจชุมุระมากกว่าใครๆเช่นกัน
แกร๊ก แกร๊ก... เสียงใครบางคนเปิดประตูลูกกรงจากภายนอกและกำลังเดินเข้ามาสู่คุกใต้ดิน แสงไฟจากคบเพลิงที่เขาถือส่องลงมาตามทางบันไดอย่างช้าๆ บันไดที่ทอดตัวลงสู่เบื้องล่าง
“มีคนมา” ลูเซียสพยายามชะเง้อหน้าไปมองหน้าลูกกรง แล้วพบว่าแสงไฟ กำลังเคลื่อนมาตรงหน้าพวกเขาจนเห็นเป็นใบหน้าของชายที่ดูอายุเยอะสักหน่อย ใส่ชุดคลุมสีดำของพวกนักบุญ
“อ้าว เจ้าหนู ฟื้นแล้วหรือ” เขายื่นโคมไฟสาดส่องเข้ามาข้างในห้องขัง เมื่อแสงไฟต้องกับเรือนผมสีเงิน เขาแปลกใจไม่น้อยกับเรือนผมของลูเซียสที่ดูเป็นประกายวิบวับแต่เขามีความกลัวต่อเด็กน้อยอีกคน ที่จ้องมองพวกเขาอยู่ข้างหลังลูเซียสด้วยดวงตาสีเพลิง คนที่มีดวงตาไร้ซึ่งแววใดๆ
“ที่นี่ ที่ไหนครับ พวกเรามาอยู่นี่ได้ยังไง ได้โปรดเถิดหลวงพ่อ!” ลูเซียสเกาะลูกกรงที่เย็นเฉียบ พยายามถามความเป็นมาเป็นไปจากเขา
“ตามข้ามา แล้วพวกเจ้าจะรู้เอง สภาของเรารอพวกเจ้าอยู่” เขาเอ่ย พร้อมปลดล็อคประตูห้องขังออก แต่เด็กน้อยก็ยังกล้าๆกลัวๆ แต่ก็ค่อยๆเดินออกไป ขาทั้งสองข้างถูกล่ามโซ่เชื่อมกันไว้ ทำให้ก้าวได้ไม่ถนัดนัก เพราะทั้งหนัก ทั้งเย็นและเจ็บ ในขณะเดียวกัน นักบุญผู้นั้นถือคบเพลิงเดินนำขึ้นบันไดไปก่อนสักระยะ
“นี่นายว่า...จะเป็นสภาอะไรกันนะ? ฉันไม่เข้าใจเลย” ลูเซียสกระซิบถามชุมุระ ในระหว่างเดินตามนักบุญ แต่เขาไม่ได้ตอบใดๆออกมา ปล่อยความเงียบให้ครอบคลุมไปทั่วทางเดิน เขาไม่รู้หรือเพราะเขากำลังครุ่นคิดอะไรอยู่...
สภา...นั้นสิ สภาอะไรกัน....
“ลูเซียส เราหนีไปจากที่นี่กันเถอะ”
“เอ๋! เราจะทำได้ยังไง คนพวกนี้เป็นใครเรายังไม่รู้เลยนะ”
“ก็นั้นแหละ มันถึงไม่ปลอดภัยกับเรา” เด็กทั้งสองกระซิบกระซาบกันอยู่ข้างหลัง “ถ้าอย่างน้อยฉันก็อยากกลับไปดูความเป็นไปของครอบครัวเรา”
“......” ลูเซียส ไม่อยากเถียงกับเขา เพราะรู้ๆนิสัยหัวดึงดันกันอยู่ และอีกอย่างเขาเองก็เป็นห่วงครอบครัวเอเทนอฟผู้มีบุญคุณเหมือนกัน แต่ต่อจากนี้สิ จะคิดแผนหนีไปจากคนแปลกหน้าพวกนี้ได้ยังไง สถานที่ตั้งอยู่ที่ไหนก็ยังไม่รู้เลย...
นักบุญสูงอายุยังคงทำหน้าที่เดินนำเด็กทั้งสองเข้าสู่ประตูสภา พวกเขาเดินออกมาจากคุกใต้ดิน มีทหารยามคอยอยู่หน้าประตูคุก เดินตามหลังสมทบอีกที เพื่อดูแลความปลอดภัย ท้องฟ้าด้านนอกมืดสนิท เช่นเดียวกับข้างในคุก แต่น่าแปลกที่คุกใต้ดินแห่งนี้ไม่ได้เชื่อมต่อกับตัวของสภาแต่อย่างใด เบื้องหน้าของพวกเขาคือวิหารใหญ่อันสูงสง่า เมื่อพวกเขากำลังก้าวสู่ประตูของวิหาร ชุมุระสังเกตเห็นว่า มีทหารยามเพียงสองถึงสามคนคอยเฝ้าเวรอยู่เท่านั้น และทางด้านหลังเป็นป่าทึบทั้งหมด หากวิ่งตอนนี้ล่ะก็ อาจจะมีโอกาสรอดไปได้ แต่ทหารยามที่คอยคุมเชิงอยู่ด้านหลังนี้สิ ต้องกะจังหวะวิ่งดีๆ
“เอาล่ะนะ ลูเซียส” เมื่อหาจุดช่องว่างตอนที่ทหารเผลอได้แล้ว ชุมุระจึงส่งสัญญาณให้กับเพื่อน
“หืม?”
“วิ่งงงงงงงงงงง!” ชุมุระตะโกนส่งเสียงและออกวิ่ง เพื่อให้ลูเซียสตามมา เด็กน้อยทั้งสองวิ่งหนีไปตามทางและอ้อมเข้าไปในป่าทึบ แม้จะหนักที่ข้อเท้าด้วยพันธะของโซ่ตรวน พวกเขาก็ต้องวิ่งเอาชีวิตรอดจากกลุ่มคนแปลกหน้าให้ได้
“หนีไปแล้ว หนีไปแล้ว!” สิ้นเสียงนักบุญ ทหารยามก็วิ่งตามไปทันที ในขณะที่เด็กน้อยสองคนวิ่งสาวเท้าอย่างไม่คิดชีวิต แต่ก่อนจะออกจากเขตวิหาร
กุบ! กับ! เสียงฝีเท้าม้าหุ้มเกราะสีดำทะมึน หยุดความเร็วและดักอยู่ข้างเด็กทั้งสอง เสียงของมันคำรามอย่างน่ากลัวและดุดัน ทำให้เด็กทั้งสองตกใจจนล้มลงไปอย่างไม่ทันตั้งตัว
“เหวอออออ” ลูเซียสล้มลงด้วยความกลัวเช่นเดียวกับชุมุระ สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าหาใช่อสูรกายไม่ แต่เป็นยอดอัศวินเทมพลาร์ดันแคน แววตาเขายังคงสุขุมไร้การแสดงความรู้สึก
“คิดจะหนีไปไหนเจ้าหนูน้อย” เขาเอ่ย ทั้งที่ยังไม่ลงจากหลังม้า ในมุมของเด็กน้อยนั้น เขาดูตัวใหญ่และน่าเกรงขามมาก
“พวกท่านเป็นใครกันแน่...” ลูเซียสเอ่ยขึ้นแววตาสั่นระริก
“เราจะกลับไปหาครอบครัวของเรา ปล่อยเราไปซะ” ชุมุระพยุงตัวของลูเซียสขึ้น
“หมู่บ้านของเจ้า ถูกทำลายลงแล้วและไม่มีผู้ใดรอดชีวิต” ดันแคนไม่ลังเลที่เอ่ยความจริง
“ด้วยฝีมือของพวกเจ้าคนใดคนหนึ่ง” เขาเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ไม่จริง ไม่จริงใช่ไหม?
“ไม่...ไม่จริง...” ลูเซียสล้มตัวลงอีกครั้ง น้ำตาพรั่งพรูออกจากดวงตา เขาไม่อยากเชื่อสิ่งที่คนผู้นี้พูดแต่ก็อดคิดไม่ได้
“ท่านโกหกเรา!” ชุมุระเอ่ย “บอกความจริงมาเดี๋ยวนี้!”
“เจ้าจะบอกข้ารึ ว่าพวกเจ้าจำอะไรไม่ได้เลย?” ดันแคนถาม “ตามข้าไปที่สภาซะ ข้าไม่อยากทำร้ายเด็กหรอกนะ” ดันแคนไม่ไว้วางใจเด็กน้อยทั้งสองเลยสักนิด พวกเขาอาจจะโกหกว่าจำอะไรไม่ได้ ก็เป็นได้
“พาข้าไปที่สภา...” เด็กน้อยส่งแววตาสีเพลิงแข็งกระด้างไปให้ดันแคน เขาไม่อาจเชื่อคำพูดของดันแคนได้ ถ้าเกิดพวกเขาโกหกว่าครอบครัวตนเสียชีวิตล่ะ เรื่องราวก่อนหน้าจะมาที่นี่ เขาจำอะไรไม่ได้เลยความทรงจำสุดท้ายคือวิ่งไปช่วยเจ้านายอันเป็นที่รักท่ามกลางกองเพลิง มันเป็นสิ่งที่ทำให้เขาสับสนยิ่งนัก และรู้สึกรำคาญกับความไม่เข้าใจในสิ่งที่อัศวินผู้นั้นพูด ‘หมู่บ้านหายไปเพราะพวกเรา’
“ลูเซียส ลุกขึ้นเถอะ พวกเขาอาจจะโกหกเราก็ได้”
“เขาจะโกหกเราไปทำไมกัน?” ภาวะอารมณ์ของลูเซียส ก็กำลังสับสนไม่น้อยไปกว่าชุมุระ
“ฉันไม่รู้...” เด็กทั้งสองผู้สูญสิ้นทุกอย่างเหลือเพียงลำพังแค่สองคนเท่านั้น พวกเขาเดินตามอัศวินผู้น่าเกรงขามไปยังภายในสภา โซ่ตรวนที่ขาทำให้เดินได้ไม่ถนัดเท่าใดนัก อะไรจะรอพวกเขาอยู่ข้างใน มีเพียงซาตานแห่งความตาย และพระองค์เจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น ที่หยั่งรู้...















บทเริ่ม
ค่ำคืนแห่งการต้องสาป
เก้าชั่วโมงที่แล้ว ณ สถานทีที่เรียกว่าหมู่บ้านอันแสนสุข มีวิถีชีวิตอยู่ที่เรียบง่าย ทุกอย่างดำเนินไปเฉกเช่นทุกวัน ผู้คนต่างทำงานของตนเอง ตึกรามบ้านช่องมีตั้งแต่เล็กไปจนถึงใหญ่โต บ้านหลังยิ่งใหญ่ยิ่งบ่งบอกถึงฐานะได้เป็นอย่างดี มีการขายผักขายผลไม้กันข้างถนน บางรายก็ปูผ้าเก่าๆ วางของใช้มือสองขายกันในราคาถูก ซึ่งค่อนข้างเป็นที่สนใจของชาวบ้านมาก เด็กตัวเล็กตัวน้อยต่างก็พากันวิ่งเล่นไปมา แต่ใครจะไปรู้กันเล่า ถึงโชคชะตาที่พวกเขาต้องพบเจอ
เวลาห้าทุ่มห้าสิบเก้านาที ผู้คนต่างพากันหลับใหลเคลือบเคลิ้มไปกับราตรีที่เงียบงัน โดยไม่รู้มาก่อน ว่าบัดนี้ หมู่บ้านของเขาถูกต้องคำสาปเข้าแล้ว ด้วยเปลวเพลิงที่เผาไหม้ทุกอย่างในหมู่บ้านอย่างไม่ทราบสาเหตุ สร้างความตื่นตะหนกอย่างมาก ก่อให้เกิดความโกลาหลวุ่นวายจับต้นชนปลายไม่ถูก บางรายรีบขนข้าวขนของออกจากบ้านที่กำลังลุกไหม้ไปด้วยเพลิงนรก บางรายรีบวิ่งหนีอย่างไร้สติ เปลวเพลิงที่เริ่มโหมไหม้มากขึ้น ยากนักที่จะหาน้ำมาดับได้ เพราะแม้จะสาดเทน้ำลงไปเท่าใด ก็ไม่มีทีท่าจะดับเลย ในขณะเดียวกัน บ้านของผู้มีฐานะบางราย รีบขนสมบัติใส่รถม้าเพื่อควบหนีออกไปให้ห่างจากหมู่บ้าน แต่ก่อนจะออกไปจากหมู่บ้าน พวกเขาพบเจอควันสีดำลอยตัดผ่าน ทันใดที่หมอกดำลอยผ่านไปทั้งคนทั้งรถม้าก็หายไปอย่างไร้ร่องลอย...
“กรี๊ดดดดดดดดด! ช่วยด้วยย!!” เสียงร้อยโหยหวนของหญิงสาวถูกจับยกขึ้นสูงจากพื้นดิน ด้วยแรงของอสูรกาย พวกมันโผล่มาจากพื้นดินพร้อมเงาควันสีดำ มันคือปีศาจ พวกมันเริ่มกัดกินมนุษย์ที่กำลังวิ่งหาทางรอดไม่ต่างจากหนูหนีตาย ความโกลาหลปนความสยองได้เริ่มขึ้นท่ามกลางซากตึกที่ลุกโชนด้วยเพลิงนรกและกลิ่นคาวเลือด
ปีศาจ พวกมันมาจากไหน...
“เวลาเที่ยงคืน คือเวลาที่เหมาะสมที่สุด...หึหึ” เสียงหนึ่งเอ่ยอยู่ในความมืด ในซอกตึกเล็กๆที่เปลวเพลิงไม่อาจไปถึง หรือเพราะผู้ที่เรียกเปลวเพลิงแห่งการบูชายัญปีศาจนั้น ก็คือเขาเอง...แสงสว่างของเปลวไฟสาดส่องเข้ามา ทำให้เห็นว่าในมือของเขา ถือหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง เขาได้เปิดอ่านจากข้างหลังและการอ่านบทแรกเพื่อบูชายัญซาตานได้เริ่มไปครึ่งหนึ่งแล้ว ก่อให้เกิดเปลวไฟพร้อมสัตว์ร้ายจากนรก
ตึก ตึก ตึก
“อ่านไม่ได้นะ อย่าอ่านน!! ” เสียงหนึ่งวิ่งเข้ามาใกล้อย่างเหนื่อยหอบ เพื่อบอกข้อความสำคัญยิ่ง
“แกถอยไปซะ เจ้าเด็กเหลือขอ!” เขาหันกลับมาตวาดใส่ผู้ปรามอย่างเกลียวกลาด พร้อมยืนขึ้น และเริ่มการอ่านบทต่อไปจากข้างหลังของหนังสือ
“ไม่นะ มันจะทำให้พวกเราทุกคนหายไป ได้โปรดด!” เขาวิ่งไปกอดขาของคนคนนั้น แต่กลับถูกสะบัดอย่างแรงจนกระเด็นไปติดกำแพงตึกอย่างไม่ใยดี อีกคนไม่สนใจและอ่านต่อไป
“หยุดนะ!” ผู้ห้ามไม่สนใจอะไรแล้ว เพื่อยุติการทำลายล้างจากหนังสือเล่มนั้นจากสัญชาตญาณเขาวิ่งไปยื้อแย่งหนังสือจากมือของอีกฝ่าย แต่อีกฝ่ายรั้งเอาไว้ได้ และเกิดการต่อสู้แย่งชิงขึ้น
“ปล่อยหนังสือนะ ฉันบอกให้ปล่อย!!”
“ไม่! ถ้าไม่ยอมหยุดอ่าน ผมจะไม่ปล่อยเด็ดขาด!!”
“หนอยย…แก!”
ผัวะ!!! ชายหนึ่งเงื้อมมือสุดกำลังเพื่อปล่อยหมัดใส่อีกคน จนกระเด็นและล้มลง หนังสือตกไปอยู่ในมือผู้ทำพิธีอีกครั้ง และเริ่มอ่านต่อ จนบรรทัดสุดท้าย...
“ซามาเอล ซามาเอล ข้าคือผู้รับใช่ท่าน โปรดจงสดับฟังเสียงของข้า โปรดจงรับเครื่องบรรณาการ เพื่อเพิ่มพูนพลังของท่านและเพื่อปลดปล่อยท่านจากความดำมืด สู่โลกมนุษย์แห่งบาป” แววตาเขาดุดันมากขึ้น เมื่อมาถึงบรรทัดสุดท้าย
“จงรับข้าเป็นตัวแทนของท่าน ซามาเอลลลล !!!!”
“หยุดดดดดดด!!!”
ทันใดที่เสียงห้ามอยุดลง แสงสีดำกำลังแทนที่แสงของเปลวเพลิง ทุกอย่างกำลังสลายหายไป ภายใต้การกลืนกินของเงาสีดำ เหล่าปีศาจไล่กินมนุษย์อย่างหิวกระหาย ก่อนความมืดคืบคลานเข้ามาใกล้พวกเขาทั้งสอง ผู้ห้ามตั้งสติได้ รีบวิ่งไปคว้าหนังสือต้องสาปมากอดไว้ แต่...ไม่ทันแล้ว...
ซู้มมม! ซู้มมม!!
หมู่บ้านเกิดระเบิดเป็นคลื่นลูกใหญ่เหมือนมีระเบิดนับร้อยปลิวลงมาจากฟากฟ้า ทุกอย่างสลายหายไป กลายเป็นเพียงฝุ่นผงละลายไปกลางอากาศ เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว เหล่าปีศาจเองก็สลายหายไป มิใช่เพราะถูกทำลาย แต่เพราะอิ่มจากเครื่องบรรณาการเรียบร้อยแล้ว และเมื่อเงามืดแห่งการระเบิดเริ่มจางลง...ภาพเบื้องหน้าก็เริ่มชัดขึ้น จนมองเห็นในที่สุด จากที่ที่เป็นหมู่บ้าน มีอาคารละลานตา บัดนี้ เป็นเพียงเศษกองดินขรุขระเท่านั้น เหมือนที่แห่งนี้ไม่เคยมีสิ่งมีชีวิตมาก่อน...
สามชั่วโมงต่อมา
ณ ปลายเวิ้งฟ้า ที่ไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิต แม้แต่ต้นไม้รอบๆยังมีรอยไหม้จากเปลวเพลิง เสียงกุบกับของฝีเท้าม้าใกล้เข้ามาถึงอย่างรวดเร็วและรนราน ธงสีขาวตีตราสัญลักษณ์กางเขนแดงชูขึ้นอย่างเห็นได้ชัดมาแต่ไกล พวกเขาหยุดฝีเท้าม้าลง และกวาดตาไปรอบๆของสถานที่ ที่เคยเป็นอดีตหมู่บ้าน
“เรามาช้าไป...” ชายร่างใหญ่หนึ่งในกลุ่มคนใส่ชุดดำ มีตราสัญลักษณ์กางเขนแห่งเทมพลาร์สลักไว้ตามอาวุธและชุดเกราะ
“นี่มันอะไร ทำไมถึงหายไปหมดแบบนี้?” หญิงสาวที่อยู่ข้างหลังชายร่างใหญ่ เอ่ยขึ้นอย่างประหลาดใจ เธอดูเป็นผู้หญิงวัยกลางคน เธอไม่ได้ใส่ชุดเกราะแต่เป็นชุดเสื้อคลุมสีดำและมีตรากางเขนเทมพลาร์เป็นสัญลักษณ์เช่นกัน
“เอาล่ะ หยุดความสงสัยไว้ก่อนเธียร่า ก่อนอื่นเราต้องสำรวจดู....หืม!!” ชายผู้นำขบวนหยุดพูดและควบม้าเกราะไปยังจุดที่เขามองเห็นบางอย่าง
“เดี๋ยวก่อนดันแคน!” เธอร้องเรียกเขาก่อนจะหันไปสั่งเหล่าคนชุดดำคนอื่นๆ
“พวกเจ้าสำรวจรอบๆก่อน ข้าจะตามเขาไปเอง”
เธียร่าเจ้าของผมสีทองสลวย เอ่ยปากสั่งนักรบเทมพลาร์คนอื่นๆ และควบม้าตามชายร่างใหญ่นามดันแคน ไปในทันที สิ่งที่เขาและเธอพบอยู่ตรงหน้าช่างสร้างความประหลาดใจยิ่งนัก เมื่อตรงหน้าคือ คนที่เหลือรอดจากการระเบิดเมื่อสามชั่วโมงที่แล้ว
“อะไรกัน เป็นไปไม่ได้...พวกเขายังเด็กอยู่เลย” เธียร่าเอ่ยกับดันแคน เขาก้าวลงจากหลังม้า เพื่อเดินเข้าไปตรวจชีพจรเด็กชายทั้งสอง
“พวกเขายังมีชีวิตอยู่ และ...หนังสือนั้น?” ดันแคนผู้มีแววตาสุขุมเยือกเย็น จับความรู้สึกประหลาดที่มีกับหนังสือเล่มนี้ได้ เขารู้ว่าหนังสือเล่มนี้คือตัวต้นเหตุและการมาที่นี่ ก็เพราะคำสั่งของศาสนจักรมีความเกี่ยวข้องกับหนังสือเล่มนี้และพิธีปลุกซาตาน
“จะทำยังไงกับเขาทั้งสอง”
“หนึ่งในเด็กทั้งสอง มีคนใดคนหนึ่งทำพิธีบูชายัญปีศาจ แต่ข้ายังไม่แน่ใจ”
“ถ้าอย่างนั้น ก็เห็นๆกันอยู่ ว่าเจ้าหนูที่นอนกอดหนังสือไว้ น่าจะเป็น...”
“ไม่...เรายังไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจ เราควรนำพวกเขาไปสืบสวนที่ศาสนาจักร ให้หลวงพ่อราเชลเป็นคนตัดสิน”








